• 최종편집 2022-11-25(금)

ภาษาไทย
Home >  ภาษาไทย  >  การศึกษาของเด็ก

실시간뉴스

실시간 การศึกษาของเด็ก 기사

  • “ช่วยเหลือในการเลือกอาชีพของเยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่นที่มีสิทธิที่จะฝันและเติบโต”
    มีการจัดงานสำหรับเยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่นที่เดินทางมายังต่างประเทศและกำลังดิ้นรนกับความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมรวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านอาชีพ <รูปภาพ=Papaya Story> ศูนย์เยาวชนนานาชาติเมืองอันซาน (ประธาน อี ซึงมี) ได้จัดงาน “2022 ค่ายอาชีพสำหรับเยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่น” ที่สนามกีฬา โอลิมปิกอันซาน เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา คิม ซอนมี หัวหน้าแผนกช่วยเหลือผู้พำนักชาวต่างชาติในเมืองอันซานกล่าวในการปราศรัยแสดงความยินดีว่า “ พวกท่านทุกคนที่มายัง อันซานด้วยสภาพแวดล้อมและประสบการณ์การเติบโตที่หลากหลายจากประเทศต่างๆ ล้วนเป็นทรัพยากรที่มีค่า หวังว่าอนาคตของเยาวชน ที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้จะสูงเท่ากับท้องฟ้าและสดใสสมบูรณ์เหมือนท้องฟ้าในฤดูใบไม้ร่วงของเกาหลี” เหตุผลที่ศูนย์เยาวชนนานาชาติเมืองอันซานสามารถจัดงานดังกล่าวได้ก็เนื่องมาจากการสนับสนุนจากเมืองอันซาน ผมชอบคำกล่าวแสดง ความยินดีจากหัวหน้าแผนก คิม ซอนมี มาก งานในวันนี้จัดขึ้นตามลำดับ มีการแสดงเฉลิมฉลอง, ทอล์คโชว์ไมตรีจิตกับรุ่นพี่, การบรรยายพิเศษสำหรับผู้ประกอบอาชีพและการศึกษา ด้านแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทอล์คโชว์ไมตรีจิตและการบรรยายพิเศษสำหรับผู้ประกอบอาชีพและการศึกษาด้านแรงงาน เป็นประโยชน์อย่างมากต่อ เยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่น รุ่นพี่เยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่นที่ผ่านพ้นความยากลำบากไปแล้วขณะเรียนในโรงเรียนที่อันซาน ได้เปิดเผยประสบการณ์ของพวกเขา ข้อมูลที่นำเสนอโดย ชเว ยองจิน, อาเดล, ชเว เอลเลน่า และ ริตา เอ็นดู จะเป็นข้อมูลที่มีค่ามากสำหรับเยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่น ในภูมิภาคอื่น และพ่อแม่ของพวกเขา Papaya Story จึงวางแผนที่จะแปลเรื่องราวทั้งหมดของคนทั้ง 4 คนนี้ เป็น 5 ภาษา ตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงพฤศจิกายน อาจารย์พิเศษปรากฎตัวในการบรรยายพิเศษสำหรับผู้ประกอบอาชีพ นั่นก็คือ พัค ฮยองจิน เลขานุการของ อี มินกึน นายกเทศมนตรีเมือง อันซาน เลขานุการ พัค ฮยองจิน เกิดในปี 1988 และเดินทางไปยังประเทศจีนเมื่อตอนที่เขาเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา ซึ่งเขาได้รับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยชิงฮวาในประเทศจีน และปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโก-รยอ นั่นคือ ผู้ที่มีประสบการณ์การใช้ชีวิตในประเทศจีนซึ่งเป็นเยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่น การบรรยายในวันนั้น เลขานุการ พัค ได้พูดคุยเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในต่างประเทศที่ลำบากสำหรับเยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่นในอันซาน และแนะนำคีย์เวิร์ด 3 คำ ได้แก่ เพื่อน, ภาษา, สถานที่ Papaya Story จะมีแผนที่จะแปลการบรรยายนี้ใน 5 ภาษาเร็วๆนี้ ผู้อำนวยการศูนย์ อี ซึงมี กล่าวเกี่ยวกับงานในวันนี้ว่า “นอกจากรายการทอล์คโชว์และการบรรยายพิเศษแล้ว เราได้เตรียมบูธให้คำปรึกษา การรับเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย รวมทั้งบูธประสบการณ์วิชาชีพสำหรับเยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่นที่มีปัญหาในเส้นทางอาชีพ เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือท่าน ผู้ที่มีสิทธิ์ที่จะฝันและเติบโตรวมทั้งตั้งรกรากในอันซานได้อย่างมั่นคงและทำความฝันให้เป็นจริง” งานในวันนี้จัดทำโดยหัวหน้าศูนย์และเจ้าหน้าที่ซึ่งมักจะกังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพของเยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่นด้วยความพยายาม ทั้งหมด เสียงหัวเราะของเยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่นยังคงดำเนินต่อไปทั่วทั้งสถานที่จัดงาน *^^*   Papaya Story  
    • 한국어
    • 행사
    • ภาษาไทย
    2022-10-28
  • การเลือกเส้นทางอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและมหาวิทยาลัยสำหรับเยาวชนที่เข้าประเทศกลางคัน!
    สวัสดีค่ะ? ดิฉันชื่อริตา ดิฉันมาจากประเทศไทยตอนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ดิฉันมาเกาหลีเพราะพ่อแม่เป็นมิชชันนารี และครอบครัวเราทั้ง 5 คน มาพร้อมกัน อาจเป็นเพราะดิฉันมาที่นี่เมื่อตอนที่ยังเป็นเด็ก ดิฉันจึงจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ไม่มากนัก <คนที่ 2 จากซ้ายคือคุณริตา. Papaya Story> ชีวิตในโรงเรียนประถม - การเรียนภาษาเกาหลี ดิฉันมาเกาหลีและเข้าเรียนที่โรงเรียนประถมวอนิล ดิฉันเรียนภาษาเกาหลีแยกกันในชั้นเรียนที่โรงเรียนประถมวอนิล มันค่อนข้างเหนื่อย แต่ดิฉันคิดว่าดิฉันผ่านมันมาได้ ดิฉันมัวแต่เรียนภาษาเกาหลีและปรับตัว ก็เลยไม่ได้สนุกกับชีวิตในโรงเรียน แม้แต่เพื่อนๆ ก็ไม่รู้จัก เลยไม่มีใครเล่นด้วย ตั้งแต่ ป.4 เป็นต้นไป ดิฉันพอปรับตัวได้บ้างและได้รู้จักเพื่อนมากมาย ตอนที่ดิฉันอยู่มัธยมต้น พูดตามตรงมีหลายสิ่งที่เสียดายเพราะดิฉัน เป็นคนเรียบร้อย ดิฉันไม่มีความทรงจำมากมายในสมัยเรียนเลย ตอนนั้นดิฉันต้องปรับตัวและไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร และถ้าจะปรับตัว ให้เข้ากับเกาหลี ต้องพูดภาษาเกาหลีให้ได้ก่อน ถึงจะทำในสิ่งที่อยากทำหรือไม่ทำ ดิฉันก็เลยเรียนภาษาเกาหลีอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่ดิฉันอยู่มัธยมต้น การสะกดคำและการออกเสียงก็ค่อนข้างลำบาก แต่ตอนนั้นดิฉันกำลังเล่นละครเวทีอยู่ ดิฉันคิดว่าภาษาเกาหลี ของดิฉันพัฒนาขึ้นมากเมื่ออ่านและจดจำสคริปต์ทุกวัน และปรับปรุงการออกเสียงและน้ำเสียง ดิฉันมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในเวลานั้น จากบ้านไปโรงเรียน 1 ชั่วโมง และต้องนั่งรถบัสไปกลับ 2 ชั่วโมง เพื่อไปโรงเรียนประถมคนเดียว สมัยนั้นไม่มีโรงเรียนที่รับชาวต่างชาติ แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว สมัยนั้นไม่มีครูคอยช่วยเหลือชาวต่างชาติ ครูประจำชั้นต้องดูแลเพื่อนร่วมชั้น ทุกคน ดิฉันจึงไม่คิดว่าท่านจะมีเวลาดูแลนักเรียนจากต่างประเทศ ชีวิตในโรงเรียนมัธยมต้น - การหาเพื่อน ดิฉันเรียนรู้จากชีวิตทางสังคมมากกว่าการเรียนภาษาเกาหลี ดิฉันคิดว่าดิฉันเข้าหาผู้คนก่อน เมื่อตอนเด็กดิฉันดูเหมือนคนต่างชาติ โดยสมบูรณ์ และถูกล้อบ่อยเพราะดิฉันมีผมสั้นและผิวคล้ำ มันเหนื่อยมากๆ ดิฉันไม่รู้ว่าจะพูดอะไรหรือจะทำอะไร ทั้งที่รู้ว่าถูกรังแก แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ดิฉันจึงอดทนและพยายามเข้าหาเพื่อนๆ ก่อน ดิฉันคิดว่าเพื่อนๆ ค่อยๆ เข้าหาดิฉันราวกับว่าพวกเรา เป็นเพื่อนกันตั้งแต่แรก ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องแบบนี้หรือเปล่าที่ทำให้ดิฉันโตเร็วตั้งแต่เด็กๆ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ ดิฉันไปโรงเรียนประถมที่อยู่ไกล พอดิฉันไปโรงเรียนมัธยมต้นใกล้บ้านดิฉันก็เลยไม่มีเพื่อน ดิฉันคิดว่าจะต้อง ตั้งใจเรียนแล้วตอนนี้ ก็เลยตั้งใจเรียนจนถึงปีที่ 2  อย่างสงบเสงี่ยม ดิฉันพยายามอย่างมากกับการเขียนเพื่อให้ทันกับชั้นเรียน ถึงอย่างนั้น ก็ตามดิฉันก็ไม่สามารถเรียนทันได้ ดิฉันจึงเลิกเรียนตอนม.3 โดยคิดว่าเรียนไม่ได้ และดิฉันต้องเรียนมัธยมปลายสายศิลปะและกีฬา ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวดิฉันไม่ค่อยดีจึงไม่ได้เรียนพิเศษ และไม่มีที่ให้ความช่วยเหลือ ดิฉันไม่รู้ว่าข้อสอบจะออกมาเป็นยังไง แต่มันง่ายกว่าเพราะดิฉันสามารถเตรียมตัวสำหรับการประเมิณผลการดำเนินการได้ ดังนั้นดิฉันจึงเตรียมตัวอย่างหนักสำหรับการประเมิณ ผลการดำเนินการและคะแนนผลการเรียนก็ดีขึ้นด้วย ชีวิตในโรงเรียนมัธยมปลาย-การเลือกอาชีพ เพื่อนชาวเกาหลีของส่วนใหญ่ไปเรียนร.ร.มัธยมปลายทั่วไป แต่เพื่อนต่างชาติไม่สามารถเรียนร.ร.มัธยมปลายทั่วไปได้เพราะมันยาก เริ่มตั้งแต่คาบที่ 1 จนถึงคาบที่ 8, 9 เป็นรายวิชาทั่วไปทั้งหมดจึงยากต่อการติดตาม มีหลายวิชามาก ตอนสอบก็ลำบาก และจัดการคะแนน ผลการเรียนได้ยากมาก เลยแนะนำให้ไปเรียนมัธยมปลายเฉพาะทาง ดิฉันเรียนวิชาทั่วไปในโรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทาง แต่เนื่องจากดิฉันเรียนวิชาเฉพาะเพียงไม่กี่วิชา จึงง่ายที่จะตามทัน และดิฉันสามารถ จัดการคะแนนผลการเรียนได้ดี ดังนั้นเมื่อดิฉันไปเรียนที่มหาวิทยาลัยก็ถือว่าไม่แย่ไป ดิฉันอยากจะแนะนำให้คุณเลือกวิชาเอกที่สนใจใน โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางและเลือกคณะ อย่างไรก็ตาม การเข้าโรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีคะแนนและสมุดรายงานผลการเรียนมากกว่าเท่าไหร่ถึงจะไปได้ คะแนนของดิฉันอยู่ที่ประมาณ 140 คะแนน ดังนั้นตอนแรกดิฉันจะไปแผนกการออกแบบแฟชั่นที่โรงเรียนมัธยมปลายออกแบบ และวัฒนธรรมแต่ไม่ผ่าน ความหวังสุดท้ายของดิฉันคือเข้าเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคอันซาน นั่นเป็นความเห็นส่วนตัวของดิฉัน ถ้าดิฉันเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายทั่วไป ดิฉันคงไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าตัวเองชอบอะไร เพราะต้องเรียน หนังสืออย่างเดียว โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางที่ดิฉันเข้าเรียนมีรายวิชาทั่วไปเพียง 4 วิชา ในปีที่ 3 ได้แก่ ภาษาเกาหลี, ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ และที่เหลือก็เป็นวิชาเอกทั้งหมด ดิฉันมีช่วงเวลาที่ดีจริงๆในโรงเรียนมัธยมปลาย ไม่ใช่ปัญหาใหญ่และเป็นเพียงวิชาเอกที่ดิฉันชอบ สำหรับวิชาเอกของดิฉัน ดิฉันสนุกกับ การเรียนวิชาที่เลือกและทำสิ่งต่างๆ เช่น วาดภาพและออกแบบ และให้คะแนนตามนั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวิชาเอกที่ชอบหรือเปล่า ดิฉันก็เลยใช้เวลาอย่างสนุก ชีวิตในมหาวิทยาลัย - ความกังวลอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ยังคงดำเนินต่อไปในชีวิตมหาวิทยาลัยของดิฉัน ข้อดีคือดิฉันออกแบบเมื่อตอนที่อยู่โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทาง ดิฉันเรียนรู้มาก่อน แล้ว จึงทำได้ดีขึ้นแม้หลังจากที่ดิฉันไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้ว ดิฉันเคยเรียนมาก่อนแล้ว เมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นๆ จึงเก่งกว่านิดหน่อย อาจจะสะดวกกว่าเล็กน้อยในการเลือกมหาวิทยาลัยเนื่องจากสาขาศิลปะและการกีฬา ถ้าเป็นพยาบาลศาสตร์หรือวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดิฉันคิดว่าอาจจะตามไม่ทัน เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ดิฉันก็กังวลว่าจะอยู่ที่ไหนตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องตัดสินใจ ก่อนอื่นเลยภาษาของประเทศไหนที่ดิฉันพูดได้ดีกว่ากัน ดิฉันกำลัง คิดว่าจะสามารถหาเลี้ยงชีพได้จริงหรือไม่เมื่อกลับไปประเทศไทย หรือดิฉันจะสามารถกลับไปทำงานด้วยวิชาเอกที่มีในตอนนี้ได้ดีจริง ๆ เขียนโดย “ริตา” ศูนย์เยาวชนนานาชาติเมืองอันซาน ค่ายเส้นทางอาชีพของเยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่น ทอล์คโชว์ไมตรีจิต
    • 한국어
    • 행사
    • ภาษาไทย
    2022-10-26
  • “จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจัดหางบประมาณค่าดูแลเด็กสำหรับเด็กต่างชาติ”
    การอภิปรายยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในจังหวัดคยองกี เพื่อจัดหางบประมาณสำหรับค่าดูแลเด็กสำหรับเด็กต่างชาติ  <รูปภาพ=สภาจังหวัดคยองกี> การอภิปรายเชิงนโยบายเกี่ยวกับ <มาตรการสนับสนุนรายจ่ายหลักสูตรนูรีสำหรับเด็กต่างชาติ> โดยชเว ฮโยซุก ส.ส.จังหวัดคยองกี เป็นประธาน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่หอประชุมจังหวัดคยองกี คิม อิก-คยูน ศาสตราจารย์ด้านการดูแลเด็กที่มหาวิทยาลัยฮยอบซอง ซึ่งรับผิดชอบการนำเสนอหัวข้อ การวินิจฉัยปัญหากับการสนับสนุน ค่าเล่าเรียนหลักสูตรนูรีสำหรับเด็กต่างชาติ, การคำนวณค่าใช้จ่ายหลักสูตรนูรีและอธิบายแผนการสนับสนุน ศาสตราจารย์คิมยืนยันว่า “จนถึงขณะนี้มีความสับสนมากมายในด้านต่างๆ แต่ตามเจตนารมณ์ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่ง สหประชาชาติ(UN) การสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาหลักสูตรนูรีควรได้รับการสนับสนุนโดยไม่เลือกปฏิบัติ” พัค แจชอล หัวหน้าแผนกนโยบายการดูแลเด็กของรัฐบาลจังหวัดคยองกีซึ่งเป็นผู้อภิปรายคนแรกกล่าวว่า “ในความเป็นจริงปัจจุบันเป็น เรื่องยากที่จะจินตนาการหรือขยายโครงการใหม่เนื่องจากงบประมาณที่ลดลง เรากำลังใคร่ครวญที่จะแก้ไขจุดบอดสำหรับการดูแลเด็ก” และเผยว่า “การสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กที่สมดุล เช่น ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก, ครู และผู้ปกครองเป็นสิ่งสำคัญ” คิม มีจอง หัวหน้าทีมวิจัยนโยบายครอบครัวและมูลนิธิสตรีจังหวัดคยองกี กล่าวว่า “บางเมืองและอำเภอ เช่น อันซาน, ซีฮึง และบูชอน ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาหลักสูตรนูรีสำหรับเด็กต่างชาติ แต่พวกเขาสร้างภาระให้ครัวเรือนเนื่องจากมีรายได้สูง” และเสนอว่า “รัฐบาลควรปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติ รวมทั้งจัดงบประมาณเพื่อให้เด็กที่มีสัญชาติต่างประเทศที่พำนักอยู่ในเกาหลีได้รับการศึกษา อย่างทั่วถึง” ในขณะเดียวกัน โจ อึนจอง ผู้อำนวยการศูนย์รับเลี้ยงเด็กอาซารังได้อธิบายความเป็นจริงว่า “ปัจจุบันมีเด็กต่างชาติ 26 คน ที่ไม่ได้รับการ สนับสนุนค่าเล่าเรียนหลักสูตรนูรีที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็กของเรา” ชเว ฮโยซุก ส.ส.จังหวัดคยองกี กล่าวว่า “แรงงานต่างชาติที่ทำงานหนักในงาน 3D ที่คนเกาหลีหลีกเลี่ยง กำลังเลี้ยงดูครอบครัวในเกาหลี อย่างลำบาก เนื่องจากการคลอดและเลี้ยงดูลูก” และตั้งปณิธานว่า “เพื่อไม่ให้เด็กเหล่านี้ถูกเลือกปฏิบัติเพียงเพราะพ่อแม่ของพวกเขามี ความแตกต่าง สำนักงานการศึกษาจังหวัดคยองกีและสภาจังหวัดคยองกีควรแสดงให้เห็นอย่างถูกต้อง เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจัดหา งบประมาณเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาของเด็กต่างชาติ”   นักข่าว คิม ยองอี
    • 한국어
    • 행사
    • ภาษาไทย
    2022-10-18
  • เมืองคิมโพ, สนับสนุนค่าเลี้ยงดูเด็กสำหรับเด็กต่างชาติ...ให้โอกาสในการดูแลเด็กที่เป็นสากล!
    เมืองคิมโพได้ตัดสินใจที่จะช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูเด็กสำหรับเด็กต่างชาติที่เข้าเรียนในศูนย์รับเลี้ยงเด็กภายในเมืองตั้งแต่เดือนกันยายน <รูปภาพ=ศาลากลางเมืองคิมโพ> “โครงการสนับสนุนค่าเลี้ยงดูเด็กต่างชาติ” ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดภาระทางเศรษฐกิจโดยการอุดหนุนค่าเลี้ยงดูเด็กให้กับครอบครัว ชาวต่างชาติและเพื่อให้โอกาสในการดูแลเด็กที่เป็นสากลโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ ในอดีต เด็กต่างชาติที่เข้าเรียนในศูนย์รับเลี้ยงเด็กจะไม่ได้รับเงินค่าเลี้ยงดูเด็ก และเด็กอายุ 0-2 ปี ต้องจ่ายเงินประมาณ 364,000 วอน ถึง 499,000 วอน, เด็กอายุ 3-5 ปี ต้องจ่ายเงินประมาณ 280,000 วอน ทุกเดือน อย่างไรก็ตาม ด้วยมาตรการนี้ของเมืองคิมโพ เด็กจากครอบครัวต่างชาติจะสามารถเข้าเรียนในศูนย์รับเลี้ยงเด็กได้โดยไม่ต้องกังวลใดๆ เมืองคิมโพได้จัดหางบประมาณเสริมเพิ่มเติมในปีนี้ โดยจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็กรายเดือน 280,000 วอน สำหรับเด็กต่างชาติอายุระหว่าง 0-5 ปี ที่ได้รับทุนจากศูนย์รับเลี้ยงเด็กภายในเมือง เมืองคิมโพประมาณการว่าเด็กต่างชาติประมาณ 160 คน ในเมืองจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ เป้าหมายของโครงการนี้คือ เด็กที่อาศัยอยู่ในเมืองเกิน 90 วัน และสามารถออกบัตรประจำตัวชาวต่างชาติและหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน ชาวต่างชาติ แผนกเลี้ยงดูเด็กเมืองคิมโพกล่าวว่า “การสื่อสารที่ราบรื่นระหว่างภาครัฐและเอกชนมีบทบาทสำคัญในเบื้องหลังที่เมืองกิมโปสามารถ ดำเนินการ “การบริหารที่อบอุ่น” สำหรับเด็กๆของเราได้” และอธิบายว่า “เราจะพยายามทำให้เมืองคิมโพเป็นเมืองที่เด็กๆ ทุกคน รวมทั้งเด็กต่างชาติเติบโตอย่างมีความสุขต่อไป”   นายกเทศมนตรี คิม บยองซู ได้พบกับสมาคมสตรีผู้ย้ายถิ่นเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา และชาวเกาหลีโพ้นทะเลแซคคาลีน ทีละคนในวันที่ 7 และกล่าวว่า “ในคิมโพที่คุณอาศัยอยู่ ‘เรา’ จะมีความสำคัญเหนือกว่า ‘คุณ’ และ ‘ฉัน’ ” และเผยว่า “ในคิมโพ ‘พลเมืองของเรา’ หลายคน จากทั่วทุกมุมโลกอาศัยอยู่ด้วยกัน และจะทำให้เมืองกิมโปเต็มไปด้วยความหลากหลายและการรวมตัว” นักข่าว อี จีอึน
    • 한국어
    • 행사
    • ภาษาไทย
    2022-09-16
  • บุตรของครอบครัวพหุวัฒนธรรมที่ประสบปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนเกาหลี, มีมากน้อยเพียงใด?
    <คำถาม> ดิฉันเป็นผู้ย้ายถิ่นจากการสมรสที่มีวีซ่า F-6 ลูกของดิฉันกำลังจะเข้าโรงเรียนประถมปีหน้า ดิฉันสงสัยเกี่ยวกับความรุนแรง ในโรงเรียนเกาหลี หากดูข่าวในทีวี มักจะเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียนและการเลือกปฏิบัติ ดังนั้นในฐานะพ่อแม่ดิฉันรู้สึกไม่ปลอดภัย ดิฉันได้ยิน เรื่องราวที่คล้ายกันมากมายจากแม่ของครอบครัวพหุวัฒนธรรมรอบตัวดิฉัน ดิฉันอยากทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และจะรับมืออย่างไร <รูปภาพนี้เป็นฉากของการศึกษาพัฒนาความตระหนักรู้พหุวัฒนธรรมในโรงเรียนประถมศึกษา. Papaya Story>   <คำตอบ> ตาม “การสำรวจความรุนแรงในโรงเรียนครั้งที่ 1 ในปี 2021” ที่เผยแพร่โดยสำนักงานการศึกษาจังหวัดคยองกี อัตราการให้ คำตอบต่อความรุนแรงในโรงเรียนอยู่ที่ 0.9% อัตราการตอบสนองต่อความเสียหายของทั่วประเทศคือ 1.1% อัตราการตอบสนองต่อความเสียหายตามระดับโรงเรียนคือ 2.3% สำหรับโรงเรียนประถม, 0.4% สำหรับโรงเรียนมัธยมต้น และ 0.2% สำหรับโรงเรียนมัธยมปลาย, ประเภทของความเสียหาย ได้แก่ ความรุนแรงทางวาจา (41.9%), การกลั่นแกล้ง (14.3%), ความรุนแรง ทางร่างกาย (11.8%), ความรุนแรงทางอินเทอร์เน็ต (11.1%), และการสะกดรอยตาม (6.5%) ตามลำดับ การสำรวจนี้เข้าร่วมโดยนักเรียน 942,000 คน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 3 ในจังหวัดคยองกี ปัญหาคือบุตรจากครอบครัวพหุวัฒนธรรมมีประสบการณ์เกี่ยวกับความรุนแรงในโรงเรียนมากกว่า ตามประกาศของสถาบันพัฒนาการศึกษาแห่งเกาหลี อัตราการตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในโรงเรียนในหมู่นักเรียนจากครอบครัว พหุวัฒนธรรม อยู่ที่ 8.2% ณ ปี 2018 ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่า 1.3% ของนักเรียนทั้งหมดในปีเดียวกันมาก (กระทรวงศึกษาธิการ, 2019 ). ประเภทหลักของความเสียหาย ได้แก่ “ความรุนแรงทางวาจา” (61.9%), “การกลั่นแกล้ง” (33.4%) และ “คำหยาบคายและใส่ร้ายผ่าน การแชททางอินเทอร์เน็ต, อีเมล, และโทรศัพท์มือถือ” 11.4% ตามลำดับ แบบสำรวจนี้เพียงอย่างเดียวแสดงให้เห็นว่าข้อกังวลของผู้ถามมีเหตุผล อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ของรัฐบาลและโรงเรียนของเกาหลีตอบสนองต่อความรุนแรงในโรงเรียนอย่างด่วนและรวดเร็ว ดังที่ท่านเห็นจากการสำรวจค้นหาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับเด็กกว่า 1 ล้านคนจากทั่วประเทศทุกปี รัฐบาลเกาหลีกำลังให้ความสำคัญ กับประเด็นนี้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีระบบสนับสนุนนักเรียนที่เคยถูกรังแกในโรงเรียนอีกด้วย โรงเรียนทุกแห่งมี “คณะกรรมการต่อต้านความรุนแรงในโรงเรียน” ซึ่งมุ่งมั่นที่จะขอโทษและป้องกันไม่ให้ผู้กระทำความผิดใช้ความรุนแรง ในโรงเรียนเกิดขึ้นอีกในสถานศึกษา เช่นเดียวกับการดำเนินการทางวินัยและการฟื้นฟูผู้ได้รับความเสียหาย ดังนั้นการตระหนักรู้ถึงความรุนแรงในโรงเรียนของเด็กจึงเพิ่มขึ้น จากการสำรวจโดยสำนักงานการศึกษาจังหวัดคยองกี พฤติกรรมเชิงบวกของเด็กที่เห็นความรุนแรงในโรงเรียนคือ 69.3%, การปลอบโยนและ ช่วยเหลือเพื่อนที่ตกเป็นเหยื่อ (33.6%), การห้ามปราบเพื่อนที่ทุบตีหรือรังแก (18.6%), แจ้งหรือรายงานต่อผู้ปกครอง ครู เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฯลฯ (17.1%) ตามลำดับ เมื่อความรุนแรงในโรงเรียนเกิดขึ้นกับลูก ควรบอกลูกว่าอย่าลืมแจ้งให้แม่หรือครูทราบ และหากผู้ปกครองตอบสนองอย่างแข็งขันในระยะแรก ความเสียหายก็สามารถป้องกันได้    Papaya Story  
    • 한국어
    • 행사
    • ภาษาไทย
    2022-07-29
  • เยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่นเข้ามหาวิทยาลัยในเกาหลีได้อย่างไร?
    เนื่องจากจำนวนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีเพิ่มขึ้น จำนวนเยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่นก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เมื่อเด็กเหล่านี้โตและเข้ามหาวิทยาลัย แม่หรือพ่อที่มาจากต่างประเทศจะตกอยู่ในความสับสนในทันที เนื่องจากยังไม่เคยเรียนหลักสูตรภาษาเกาหลี เลยไม่ทราบว่าจะต้องเตรียมตัวอะไรบ้างในการเข้ามหาวิทยาลัยของลูก ด้วยความช่วยเหลือจากซูวอน โกลบอลยูธดรีมเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนเยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่น เราได้รวบรวมคำแนะนำที่จำเป็นสำหรับนักเรียนต่างชาติที่เตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยในเกาหลี ดังนี้ (คำถามที่ 1) ฉันเป็นเยาวชนที่มีสัญชาติต่างประเทศ ฉันอยากไปมหาวิทยาลัยที่เกาหลี ฉันควรทำอย่างไร? (คำตอบที่ 1) นักศึกษาต่างชาติสามารถเข้ามหาวิทยาลัยในเกาหลีได้เช่นกัน นี่คือ “การคัดเลือกสำหรับชาวต่างชาติ”นักศึกษาต่างชาติสามารถสมัครได้เฉพาะสัญชาติต่างประเทศและแข่งขันกันเองเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ต่างจากการสอบเข้าสำหรับนักเรียนเกาหลี กระบวนการคัดเลือกชาวต่างชาติไม่ได้กำหนดจำนวนนักเรียนที่จะได้รับการคัดเลือก ดังนั้นนักเรียนทุกคนสามารถเข้าเรียนได้ตราบเท่าที่มีคุณสมบัติครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยที่มีกระบวนการรับเข้าเรียนในระดับนานาชาติ ดังนั้นจึงมีทางเลือกที่แคบ (คำถามที่ 2) จำเป็นต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง? (คำตอบที่ 2) อันดับแรก ท่านต้องยืนยันสัญชาติของตัวเองและผู้ปกครองก่อน กรณีเป็นการคัดเลือกสำหรับชาวต่างชาติ ทั้งผู้ปกครอง (พ่อและแม่) และผู้สมัครจะต้องเป็นชาวต่างชาติจึงจะสมัครได้ หากมารดาได้สัญชาติเกาหลีภายหลังจากมาเกาหลีแล้ว จะไม่สามารถสมัครกระบวนการคัดเลือกสำหรับชาวต่างชาติได้ ในกรณีนี้ท่านต้องสมัครผ่านการสอบระดับชาติของเกาหลี หากท่านเป็นชาวเกาหลีและได้ศึกษาหลักสูตรระดับประถมศึกษา,มัธยมศึกษาตอนต้น, และมัธยมปลายทั้งหมดในต่างประเทศ ท่านสามารถสมัครผ่านการคัดเลือกสำหรับชาวเกาหลีโพ้นทะเลได้ อย่างไรก็ตาม มีผู้สมัครจำนวนไม่มากสำหรับชาวเกาหลีโพ้นทะเล (คำถามที่ 3) ต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการสมัครการคัดเลือกสำหรับชาวต่างชาติ? (คำตอบที่ 3) ก่อนอื่นท่านต้องมี▲ประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษามัธยมปลายและใบรับรองผลการเรียน นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในเกาหลีสามารถสอบด้วยประกาศนียบัตรมัธยมปลายและใบรับรองผลการเรียนของเกาหลี หากสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในต่างประเทศ ท่านต้องมีประกาศนียบัตรและใบรับรองผลการเรียนของโรงเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากการรับรองเอกสารจากหน่วยงานราชการต้องเตรียมคำยืนยันการรับรองเอกสารหรือคำยืนยันที่ออกโดยสถานกงสุลเกาหลีในเขตที่สำเร็จการศึกษา นอกจากนี้ ประกาศนียบัตรและใบรับรองผลการเรียนจะต้องได้รับการรับรองสำหรับการแปลเป็นภาษาเกาหลีหรือภาษาอังกฤษ นักเรียนที่ยังไม่จบมัธยมศึกษาตอนปลายในต่างประเทศหรือมีปัญหาในการรับรองเอกสาร สามารถสอบ GED ของเกาหลีและส่งใบรับรองผลการเรียนแทนได้ มีโรงเรียนไม่กี่แห่งที่สามารถสมัครสอบ GED ได้เท่านั้น ▲ ต้องใช้คะแนนสอบโทปิก (TOPIK)ระดับ 4 ขึ้นไปด้วย จำเป็นต้องมีความสามารถทางภาษาเกาหลีของระดับ 3 ขึ้นไปแต่มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่มักจะต้องใช้คะแนนระดับ 4 ขึ้นไปและบางมหาวิทยาลัยมีทุนการศึกษาตามผลของโทปิก ดังนั้นโปรดเตรียมตัวให้พร้อม ▲ใบรับรองความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือถ้าท่านมาจากประเทศจีน คุณต้องมี Hogubu▲หนังสือเดินทางของผู้ปกครอง▲บัตรประจำตัวชาวต่างชาติสำหรับนักเรียน จำเป็นต้องมีการแปลภาษาอังกฤษหรือเกาหลีสำหรับใบรับรองความสัมพันธ์ในครอบครัวและ Hogubu ▲ต้องมีใบแจ้งยอดจากธนาคารด้วย มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในเกาหลีต้องการเงินในบัญชีเงินฝากในบัญชีธนาคารตั้งแต่ 20,000 เหรียญสหรัฐขึ้นไปจากนักเรียนหรือผู้ปกครอง (พ่อแม่) เพื่อทราบว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมการเรียนที่มั่นคงสำหรับนักศึกษาต่างชาติหรือไม่ ยอดเงินในสมุดบัญชีธนาคารสามารถเป็นได้ทั้งที่ธนาคารบ้านเกิดหรือที่ธนาคารเกาหลี (คำถามที่ 4) สถานภาพการพำนักไม่เกี่ยวข้องหรือไม่? (คำตอบที่ 4) หากจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียน (D-2) ขึ้นอยู่กับประเภทของวีซ่าที่นักเรียนมีอยู่ในปัจจุบัน จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น หากมีถิ่นที่อยู่ถาวรไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน หากต้องการเปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียนสามารถเข้าไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่ของท่านก่อนเริ่มเรียน สำหรับเอกสารการเปลี่ยนวีซ่า จะต้องใช้แบบฟอร์มใบสมัครที่มหาวิทยาลัยให้มา, สำเนาหนังสือเดินทาง, บัตรประจำตัวชาวต่างชาติ, รูปถ่ายหนังสือเดินทาง 1 ใบ, และใบอนุญาตเข้าศึกษาแบบมาตรฐาน <การให้คำปรึกษาการรับเข้าศึกษาในมวิทยาลัยสำหรับเยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่น> ซูวอน โกลบอลยูธดรีมเซ็นเตอร์ 031-247-1324 อันซาน โกลบอลยูธเซ็นเตอร์ 031-599-1770
    • 한국어
    • 행사
    • ภาษาไทย
    2022-06-20
  • เป็นไปได้ไหมที่เด็กจากครอบครัวพหุวัฒนธรรมในเกาหลีจะมีหลายสัญชาติ?
    ผู้หญิงย้ายถิ่นจากการสมรสที่เดินทางมาเกาหลีด้วยการแต่งงานระหว่างประเทศมักคิดถึงสัญชาติของบุตร ในเกาหลีสัญชาติของบุตร จะได้รับตามสัญชาติของพ่อแม่ ดังนั้นหากผู้ปกครองคนใดคนหนึ่งเป็นชาวเกาหลีพวกเขาสามารถมีสัญชาติเกาหลีได้ <รูปภาพแสดงการประชุมการศึกษาทางออนไลน์สำหรับเยาวชนที่มีภูมิหลังจากการย้ายถิ่น. เมืองฮวาซอง> นอกจากนี้ เกาหลียอมรับการถือสองสัญชาติหากเป็นเด็กที่เกิดมาจากการแต่งงานระหว่างประเทศ ดังนั้น บุตรของครอบครัวพหุวัฒนธรรม สามารถมีได้หลายสัญชาติหากประเทศอื่นยอมรับการถือสองสัญชาติด้วย อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งคือประเทศเกาหลีมีภาระหน้าที่ในการรับราชการทหาร ในกรณีของเยาวชนเพศชายที่เข้าประเทศกลางคัน แม้ว่าพวกเขาจะเกิดในต่างประเทศและได้รับสัญชาติหลังจากมาเกาหลี พวกเขาก็ต้องรับราชการทหารด้วย พระราชบัญญัติการรับราชการทหารซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2010 กำหนดว่า “ชาวเกาหลีลูกครึ่งทั้งหมดที่เกิดในหรือหลังวันที่ 1 เดือนมกราคม ปี 1992 โดยไม่คำนึงถึงรูปร่างหน้าตา เชื้อชาติหรือสีผิว ต้องปฏิบัติตามภาระหน้าที่ในการรับราชการทหารผ่านทหารประจำการ” ตามหน้าที่ในการรับราชการทหารนี้ ผู้ชายเกาหลีที่มีอายุเกิน 18 ปี จะต้องรับราชการทหารเป็นเวลาประมาณ 2 ปี บุคคลที่มีหลายสัญชาติต้องใช้หนังสือเดินทางเกาหลีเมื่อออกจากเกาหลีหรือเข้าประเทศเกาหลี และสามารถใช้หนังสือเดินทางได้เพียง เล่มเดียวในต่างประเทศ     นักข่าว ซง ฮาซอง
    • 한국어
    • 행사
    • ภาษาไทย
    2022-04-12
  • จังหวัดคยองกี, ขยายงานแนะแนวการเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสำหรับครอบครัวพหุวัฒนธรรม
    จังหวัดคยองกีได้ตัดสินใจที่จะเพิ่มจำนวน ‘งานแนะแนวการเรียนต่อ’ เป็น 40 ครั้ง ในปีนี้ สำหรับผู้ปกครองของครอบครัวพหุวัฒนธรรมที่ ประสบปัญหาเนื่องจากขาดข้อมูลในการเข้าโรงเรียนระดับสูง นอกจากนี้ยังมีการตัดสินใจที่จะขยายงานแนะแนวการเรียนต่อในโรงเรียน มัธยมศึกษาตอนต้นที่จัดขึ้นเมื่อปีที่แล้วเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในปีนี้ <รูปภาพจากงานแนะแนวการเรียนต่อเมื่อปีที่แล้ว. ศาลากลางจังหวัดคยองกี> จังหวัดคยองกี, อำเภอและเมือง, สำนักงานการศึกษาจังหวัดคยองกีเข้าร่วมใน ‘การบรรยายสรุปขั้นตอนการศึกษาต่อสำหรับครอบครัว พหุวัฒนธรรม’ ซึ่งผู้บังคับบัญชาและครูในท้องถิ่นเข้าร่วมในฐานะผู้สอนเพื่ออธิบายระบบ, หลักสูตร, การเตรียมตัวสำหรับการเข้าศึกษา ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมทั้งตอบคำถาม นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจโดยแจกจ่ายเอกสารแนะนำ ในหลายภาษาล่วงหน้าและให้การสนับสนุนล่าม เมื่อปีที่แล้ว จังหวัดคยองกีได้จัดการบรรยายสรุปขั้นตอนการศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 15 ครั้ง สำหรับครอบครัวพหุวัฒนธรรมใน 11 เมืองและอำเภอ รวมทั้งซูวอนและโกยาง 95% ของผู้ปกครองนักเรียน (ผู้ปกครอง) ที่เข้าร่วมการบรรยายหวังว่าจะได้เข้าร่วมอีกครั้ง และประเมินว่าเป็นประโยชน์ในด้านการศึกษาต่อในโรงเรียนของบุตร ด้วยเหตุนี้ จังหวัดคยองกีได้มีการตัดสินใจขยายหลักสูตรเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและจัดงานแนะแนวการเรียนต่อตั้งแต่ปีนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าบุตรจากครอบครัวพหุวัฒนธรรมกำลังศึกษาต่อในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายอย่างจริงจัง ในปีนี้ งานแนะแนวการเรียนต่อระดับมัธยมตอนต้นจะจัดขึ้น 26 ครั้ง ใน 21 เมืองและอำเภอ ได้แก่ ซูวอนและยงอิน เป็นต้น และหลักสูตร ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจะจัดขึ้น 14 ครั้ง ใน 14 เมืองและอำเภอ ได้แก่ บูชอนและนัมยางจู เป็นต้น ระยะเวลาดำเนินการตามลำดับ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน ผู้ปกครองของครอบครัวพหุวัฒนธรรมที่มีบุตรในวัยเรียน (รวมถึงครอบครัวที่ไม่ใช่ครอบครัวพหุวัฒนธรรม) สามารถสมัครผ่านเมือง และอำเภอ หรือศูนย์ช่วยเหลือครอบครัวพหุวัฒนธรรม ระยะเวลาการสมัครแตกต่างกันไปตามตารางการฝึกอบรม ดังนั้นหากต้องการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อแผนกพหุวัฒนธรรมครอบครัว จังหวัดคยองกี (031-808-4427) เป็นต้น   ชเว ยองมุก หัวหน้าแผนกครอบครัวพหุวัฒนธรรม จังหวัดคยองกี กล่าวว่า “หวังว่าการบรรยายจะเป็นประโยชน์สำหรับครอบครัว พหุวัฒนธรรมที่สนใจในการศึกษาของบุตร แต่ประสบปัญหาเนื่องจากขาดข้อมูล” และเผยว่า “เราจะสนับสนุนครอบครัวพหุวัฒนธรรม อย่างแข็งขัน เพื่อเอาชนะความยากลำบากที่พวกเขาเผชิญในกระบวนการเลี้ยงดูลูก” นักข่าว อี จีอึน
    • 한국어
    • 행사
    • ภาษาไทย
    2022-04-04
  • บุตรของชาวต่างชาติสามารถเข้าเรียนในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาลได้หรือไม่?
    เป็นสิ่งสำคัญสำหรับบุตรของชาวต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนหรือไม่ได้ขึ้นทะเบียนที่มีอายุ 0-7 ปี ในการเข้าเรียนในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือ โรงเรียนอนุบาล นี่เป็นเพราะว่าพ่อแม่ต้องการผู้ช่วยดูแลบุตรในขณะที่พวกเขากำลังทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ รัฐบาลเกาหลีและ รัฐบาลท้องถิ่นให้การสนับสนุนบุตรของชาวต่างชาติอายุระหว่าง 0-7 ปี อย่างไร มาพิจารณากัน <ภาพกิจกรรมครอบครัวที่สถานรับเลี้ยงเด็กสำหรับบุตรของชาวต่างชาติในเมืองนัมยางจู จังหวัดคยองกี ก่อนโควิด. ศูนย์สวัสดิการชาวต่างชาติเมืองนัมยางจู> โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนอนุบาลเป็นสถานที่สำหรับเด็กอายุระหว่าง 5 ถึง 7 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา ปัจจุบันโรงเรียนอนุบาลบริหารจัดการโดย สำนักงานการศึกษาจังหวัดและเมืองแต่ละแห่ง ด้วยเหตุผลนี้ รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่งจึงมีเนื้อหาการสนับสนุนค่าเล่าเรียนระดับอนุบาล สำหรับบุตรของชาวต่างชาติแตกต่างกัน ตั้งแต่เดือนมีนาคมของปีนี้ สำนักงานการศึกษา 6 แห่งทั่วประเทศ(โซล, อินชอน, กวางจู, คยองกี, จอนบุก และคยองบุก) จะให้เงิน ค่าเล่าเรียนสำหรับเด็กเล็ก 150,000 วอนต่อเดือน สำหรับโรงเรียนของรัฐ และ 350,000 วอนต่อเดือน สำหรับโรงเรียนของเอกชน สำหรับเด็กเล็กที่มีสัญชาติต่างประเทศ ในกรณีของเมือง A หากเป็นโรงเรียนอนุบาลของรัฐ บุตรของชาวต่างชาติจะต้องชำระค่าเล่าเรียนรายเดือนเพียง 33,000 วอน และค่า ทัศนศึกษา ในปี 2021 โรงเรียนอนุบาลเอกชนต้องจ่าย 330,000 วอน สำหรับค่าเล่าเรียนเด็กเล็ก และผู้ปกครองต้องจ่ายเอง 281,000 วอน แต่จะได้รับการช่วยเหลือ 350,000 วอน ดังนั้นจ่ายแค่ส่วนที่เหลือ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบุตรของชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไม่มีสิทธิ์ได้รับการสนับสนุน ดังนั้นในโรงเรียนอนุบาลเอกชนจึงต้องจ่ายเงิน เต็มจำนวน 611,000 วอน เจ้าหน้าที่สำนักงานการศึกษาของเมืองกล่าวว่า “เดิมโรงเรียนอนุบาลของรัฐเป็นสถานที่ที่เด็กจำนวนมากต้องการเข้าร่วมเพราะค่าเล่าเรียนต่ำ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้เนื่องจากอัตราการเกิดต่ำจึงมีที่นั่งเพียงพอสำหรับเด็กชาวต่างชาติที่ต้องการเข้าเรียน” และเผยว่า “กรุณาโทรติดต่อโรงเรียน อนุบาลของรัฐที่ผู้ปกครองชาวต่างชาติต้องการก่อน และตรวจสอบว่ามีที่นั่งว่างหรือไม่” เจ้าหน้าที่ยังกล่าวอีกว่า “ในกรณีบุตรของชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ทราบมาว่าแทบจะไม่มีการปฏิเสธการรับเข้าเรียน ขอแนะนำว่า โรงเรียนอนุบาลอนุญาตให้เข้าเรียนได้แม้ว่าจะสอบถามเกี่ยวกับการรับบุตรของชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนก็ตาม” และเผยว่า “อย่างไรก็ ภาระจะสูงเพราะแทบไม่มีการสนับสนุนค่าเล่าเรียน” สถานรับเลี้ยงเด็ก สถานรับเลี้ยงเด็กเป็นสถานที่ที่เด็กอายุ 0-7 ปี เข้าเรียนและวัตถุประสงค์ของการรับเลี้ยงเด็กเป็นมากกว่าการศึกษา ต่างจากโรงเรียนอนุบาล มีรัฐบาลท้องถิ่นไม่มากนักที่สนับสนุนค่าดูแลเด็กที่สถานรับเลี้ยงเด็ก ปัจจุบัน จำนวนเงินที่บุตรของชาวต่างชาติ ต้องจ่ายเมื่อเข้าเรียนในสถานรับเลี้ยงเด็กคือ 280,000 วอน ถึง 499,000 วอน สำหรับสถานรับเลี้ยงเด็กของรัฐ ยิ่งอายุน้อยเท่าไหร่ค่าดูแลเด็ก ก็แพงเท่านั้น ในกรณีของสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนคือ 451,000 วอน ถึง 499,000 วอน มีเพียงรัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งเท่านั้น เช่น กูโรกูและกึมชอนกู ในกรุงโซล ที่สนับสนุน 20% ของภาระผู้ปกครองตั้งแต่เดือนมีนาคมปีนี้ เมืองอันซันเป็นเมืองที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่มากที่สุด ได้สนับสนุนเงินจำนวน 220,000 วอน สำหรับเด็กอายุ 0-2 ปี และ 240,000 วอน สำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี ตั้งแต่เดือนมีนาคมปีนี้ เมืองซีฮึงจะสนับสนุนเงิน 260,000 วอน ให้กับเด็กอายุ 0-5 ปีในปีนี้ และเมืองบูชอนจะสนับสนุนเงิน 280,000 วอน ให้กับเด็กอายุ 3-5 ปี เมืองกุนโพได้สนับสนุนเงิน 100,000 วอน ให้กับเด็กอายุ 0-5 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคมปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือสถานรับเลี้ยงเด็กสามารถปฏิเสธการรับเข้าเรียนได้เอง เจ้าหน้าที่ของเมือง A กล่าวว่า “เนื่องจากผู้อำนวยการสถานรับเลี้ยงเด็กมีอำนาจตัดสินใจในการรับเลี้ยงเด็กในสถานรับเลี้ยงเด็ก แม้ว่าศาลากลางจังหวัดจะแนะนำให้อนุญาติรับเข้าเรียนให้มากที่สุด แต่ถูกปฏิเสธจึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะบังคับ” ขณะนี้กำลังหารือเรื่องการสนับสนุนบุตรของชาวต่างชาติ ในเดือนพฤษภาคม ปี 2019 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเกาหลีแนะนำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ จัดทำแผนสนับสนุนตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็กเกี่ยวกับความล้มเหลวของรัฐบาลเกาหลีในการช่วยเหลือ ค่าเลี้ยงดูเด็กสำหรับบุตรของชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการประกาศเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2021 ที่ผ่านมาว่าไม่สามารถยอมรับคำแนะนำนี้ได้ โดยระบุว่า “เป้าหมายของระบบประกันสังคมคือประชาชนในประเทศ” อย่างไรก็ตาม ในสังคมเกาหลีความพยายามที่จะขยายการสนับสนุนการเลี้ยงดูเด็กสำหรับบุตรของชาวต่างชาติไปยังสถานรับเลี้ยงเด็ก ยังคงดำเนินต่อไป ในเดือนกรกฎาคม ปี 2021 โก ยองอิน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (คยองกี อันซาน ดันวอน) เสนอ ‘ร่างการแก้ไขบางส่วนต่อพระราชบัญญัติ การดูแลเด็กเล็ก’ เพื่ออนุญาตให้บุตรของชาวต่างชาติได้รับเงินช่วยเหลือในการดูแลเด็ก อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ยังไม่ผ่านการพิจารณา และอยู่ระหว่างการพิจารณา นอกจากนี้ สภากรุงโซล, สภาจังหวัดคยองกี, และสภาจังหวัดชุงชองเหนือ ยังคงเรียกร้องให้มีการสนับสนุนค่าเลี้ยงดูเด็กสำหรับบุตรของ ชาวต่างชาติ ด้วยความพยายามของรัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งและชาวเกาหลีที่ขยันขันแข็ง คาดว่าในไม่ช้าบุตรของชาวต่างชาติจะสามารถได้รับ การสนับสนุนการเลี้ยงดูเด็กเช่นเดียวกับเด็กเกาหลี อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่แทบไม่มีการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการสนับสนุนบุตรของ ชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเลย     นักข่าว ซง ฮาซอง
    • 한국어
    • 행사
    • ภาษาไทย
    2022-03-29
  • จะทำอย่างไรเมื่อโรงเรียนเกาหลีปฏิเสธการรับบุตรของท่านเข้าเรียน?
    <รูปภาพ=พิธีสำเร็จการศึกษาของโรงเรียนแสงแห่งความฝัน(꿈빛학교) โรงเรียนทางเลือกพหุวัฒนธรรมประเภทฝากให้ดำเนินการ ศูนย์เยาวชนนานาชาติเมืองอันซาน> โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ยังมีบางกรณีที่ครูใหญ่ปฏิเสธที่จะรับหรือโอนนักเรียนชาวต่างชาติ (พหุวัฒนธรรม) ไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย <ในรูปภาพคือนักเรียนชาวต่างชาติ (พหุวัฒนธรรม) ที่เข้าร่วมงานก่อนโควิด> ในอนาคตคาดว่าสิ่งนี้จะหายไปเนื่องจากมาตรฐานและขั้นตอนในการรับเข้าเรียน, การย้าย โรงเรียนและการโอนนักเรียนชาวต่างชาติในโรงเรียน มัธยมศึกษาตอนปลายจะไม่ถูกกำหนดโดยครูใหญ่ แต่ศึกษาธิการจะเป็นผู้กำหนด กระทรวงศึกษาธิการได้มีมติแก้ไขพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาและมัธยมศึกษาบางส่วนในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ระหว่างนี้ในโรงเรียนแนวหน้าครูใหญ่ตัดสินใจรับนักเรียนชาวต่างชาติ (พหุวัฒนธรรม) ตามระเบียบของโรงเรียน ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นความจริงที่นักเรียนชาวต่างชาติถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนเนื่องจากทักษะทางภาษาเกาหลีไม่ดี เจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า “เด็กที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนเนื่องจากไม่มีมาตรฐานการรับเข้าเรียนที่ชัดเจน ฯลฯ ได้รับบาดแผลในใจและต้องเลิกเรียนหรือไปโรงเรียนทางเลือก” และเผยว่า “ศึกษาธิการควรเตรียมแนวทางเช่น ‘ควรจัดการศึกษาให้กับ นักเรียนที่ไม่เก่งภาษาเกาหลี’ ” การปฏิเสธการรับเข้าเรียนของนักเรียนชาวต่างชาติ(พหุวัฒนธรรม) ในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย คาดว่าจะหายไปเนื่องจาก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่ได้นำมาตรฐานใหม่นี้ไปใช้ แต่ก็มีแผนที่จะรับนักเรียนชาวต่างชาติจากโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก่อน แล้วจึงมอบหมายให้โรงเรียนทางเลือกพหุวัฒนธรรมประเภทฝากให้ดำเนินการ โรงเรียนทางเลือกพหุวัฒนธรรมประเภทฝากให้ดำเนินการ เป็นโรงเรียนที่นักเรียนลงทะเบียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายปกติ โรงเรียน A และได้รับการศึกษาที่โรงเรียนทางเลือกพหุวัฒนธรรม ประเภทฝากให้ดำเนินการ ที่ดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ย้ายถิ่น ในโรงเรียนทางเลือกนี้ นักเรียนชาวต่างชาติ (พหุวัฒนธรรม) จะมารวมตัวกันและรับการศึกษา ดังนั้นจึงมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับโรงเรียน เพียงเล็กน้อย เมื่อคุณสำเร็จการศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับใบสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียน A แม้ว่าจะเข้าเรียนในโรงเรียน A แต่ปรับตัวได้ไม่ดี ก็สามารถไปโรงเรียนทางเลือกพหุวัฒนธรรมฝากให้ดำเนินการและรับการศึกษาได้ มีชาวต่างชาติหรือชาวเกาหลีจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าระบบดังกล่าวมีอยู่จริง ดังนั้นผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องแจ้งทางโรงเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างจริงจัง หากเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายด้วยตนเอง เป็นการดีกว่าที่จะขอความช่วยเหลือจากองค์กรช่วยเหลือผู้ย้ายถิ่นในบริเวณใกล้เคียง หรือ Papaya Story ศูนย์ช่วยเหลือวีซ่าทางกฎหมายในการใช้ชีวิต  โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในเกาหลี การศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมต้นเป็นการศึกษาภาคบังคับ ดังนั้นแม้แต่ชาวต่างชาติก็ไม่สามารถปฏิเสธการเข้าเรียนใน โรงเรียนมัธยมต้นได้ อย่างไรก็ตามในกรณีของเยาวชนผู้เข้าประเทศกลางคัน ฯลฯ หากพวกเขาไม่เตรียมเอกสารเมื่อต้องการเข้าเรียนหรือ ย้ายโรงเรียนไปยังโรงเรียนมัธยมต้นในเกาหลี อาจถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนหรือย้ายโรงเรียนได้ การรับเข้าเรียนถูกปฏิเสธเนื่องจากไม่สามารถระบุได้ว่ามีวุฒิการศึกษาเทียบเท่าโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องได้รับเอกสาร เช่น ใบรับรองการลงทะเบียนหรือใบรับรองสำเร็จการศึกษาที่พิสูจน์ว่าเข้าเรียนที่โรงเรียน ในประเทศบ้านเกิดก่อนที่จะมาเกาหลี อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่ได้รับเอกสารเหล่านี้แต่ก็มีวิธี ‘โรงเรียนเตรียมพหุวัฒนธรรม’ ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานการศึกษาจังหวัดคยองกี มุ่งเน้นไปที่การศึกษาภาษาเกาหลีและการศึกษาวัฒนธรรมเกาหลีก่อนเข้าเรียนในโรงเรียนปกติ และส่งเสริมการพัฒนาด้านวิชาการ เนื่องจากสำนักงานการศึกษาจังหวัดคยองกีได้กำหนดให้โรงเรียนเตรียมพหุวัฒนธรรมสำหรับโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมตอนต้น และโรงเรียนมัธยมตอนปลายบางแห่ง จึงสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนเหล่านี้ได้ จากนั้น  6 เดือนถึง 1 ปีต่อมา สำนักงานการศึกษา มีคณะกรรมการพิจารณาภูมิหลังทางวิชาการและตัดสินใจว่า “นักเรียนมีพื้นฐานทางวิชาการที่จะย้ายไปเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2” จากนั้นนักเรียนจะมีสิทธิ์เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยไม่ต้องใช้เอกสารอื่นใดที่ออกโดยประเทศบ้านเกิด  โรงเรียนประถมศึกษา ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ การศึกษาระดับประถมศึกษาในเกาหลีเป็นภาคบังคับ ดังนั้นจึงไม่สามารถปฏิเสธการรับเข้าเรียนหรือการโอนย้าย ได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ ในฐานะประเทศที่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก เกาหลียอมรับสิทธิในการศึกษาสำหรับทุกคนโดยไม่คำนึงถึง ประเทศหรือสัญชาติ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนประถมศึกษาบางแห่งยังคงปฏิเสธที่จะรับบุตรของชาวต่างชาติที่พำนักอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นปัญหา แต่ว่าในกรณีนี้โรงเรียนประถมศึกษาได้ตัดสินใจด้วยความเข้าใจผิดหรือการตัดสินใจที่ผิดพลาด Papaya Story เคยไปเยี่ยมโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งที่ปฏิเสธที่จะโอนย้ายบุตรของชาวต่างชาติที่พำนักอย่างผิดกฎหมายเมื่อ 2 ปีก่อน ได้อธิบายอย่างใจเย็นกับโรงเรียนว่ามาตรการดังกล่าวไม่ถูกต้องและแนะนำให้ถามผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาพหุวัฒนธรรม ส่งผลให้นักเรียนสามารถเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาได้ในวันรุ่งขึ้นโดยไม่มีปัญหาใดๆ เป็นเรื่องโชคร้ายอย่างยิ่งที่นักเรียนในวัยเรียนไม่สามารถไปโรงเรียนได้ ในเกาหลีแม้แต่นักเรียนชาวต่างชาติ (พหุวัฒนธรรม) ก็มีวิธีการเข้าเรียนในโรงเรียน ดังนั้นหากถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียน โปรดสอบถามที่องค์กรที่เกี่ยวข้องกับผู้ย้ายถิ่นหรือ Papaya Story ศูนย์ช่วยเหลือวีซ่าทางกฎหมายในการใช้ชีวิต โทร ภาษาไทย (010-4823-8821)   นักข่าว อี จีอึน
    • 한국어
    • 행사
    • ภาษาไทย
    2022-03-17
비밀번호 :